วันพุธที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

อีกมุมหนึ่งของการตักบาตรข้าวเหนียว...ที่หลวงพระบาง


อีก 10 นาทีจะตีห้า ในล๊อบบี้ของโรงแรมเล็กๆแห่งหนึ่ง เสียงคุยกันจ้อกแจ้กจอแจของนักท่องเที่ยวที่รวมตัวกันอยู่เงียบลงเล็กน้อย เมื่อเสียงของไกด์ทัวร์ดังขึ้น


“ช่วยตามเพื่อนๆกันหน่อยนะครับ อีกไม่เกิน 10 นาทีล้อจะหมุนแล้ว เดี๋ยวไม่ทัน พระท่านจะเริ่มลงมาตั้งแต่ก่อนหกโมงเช้านะครับ ช่วยไปตามกันหน่อยครับ”


หน้าโรงแรม รถบรรทุกเล็กที่ถูกดัดแปลงให้เป็นรถรับส่งนักท่องเที่ยว 2 คัน จอดรออยู่ คนในล๊อบบี้ทยอยเดินลงมาขึ้นรถ


ก่อนตีห้าเล็กน้อย รถทั้ง 2 คันก็เคลื่อนตัวออกจากโรงแรม


ตีห้า ท้องฟ้าในเมืองหลวงพระบางยังมืดสนิท ถนนทุกสายเงียบสงบ นอกจากรถของชาวบ้านเพียงไม่กี่คัน ก็เป็นรถรับส่งนักท่องเที่ยว ที่ทยอยไปส่งลูกค้าในจุดที่ใกล้กับถนนสักกะรินให้มากที่สุด


ถนนสักกะรินคือถนนที่พระภิกษุ สามเณรจากวัดต่างๆที่ออกบิณฑบาตตั้งแต่เช้ามืด จะเดินมารับบินฑบาตเป็นเส้นทางสุดท้ายก่อนแยกย้ายกันกลับวัด


ด้วยความเป็นถนนเส้นตรงยาวเพียงประมาณ 1 กิโลเมตร เมื่อขบวนพระจากวัดต่างๆได้มารวมตัวเดินเรียงกัน แถวของภิกษุสงฆ์จึงทอดยาว ดูเป็นเส้นสีส้มเหลืองอร่าม สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้พบเห็น




ถนนเส้นนี้ จึงเป็นศูนย์กลางที่ชาวหลวงพระบางจากย่านต่างๆที่พระไม่ได้เดินผ่าน ได้มีโอกาสมานั่งรอพระสงฆ์เพื่อใส่บาตร


ขณะเดียวกัน นักท่องเที่ยวที่มาเยือนหลวงพระบาง ก็สามารถชมหรือร่วมตักบาตรกับชาวบ้านได้ด้วย


กิจวัตรนี้จึงกลายเป็นประเพณีตักบาตรข้าวเหนียว ประเพณีสำคัญที่เชิดหน้าชูตาของเมืองหลวงพระบาง


ช่วงเช้ามืดบนถนนสักกะรินที่ห้ามรถทุกชนิดผ่าน แม่ค้าหาบตระกร้าบรรจุกระติ๊บข้าวเหนียว 10 กว่าคน รอขายข้าวเหนียวให้นักท่องเที่ยวที่ต้องการร่วมตักบาตร


ส่วนนักท่องเที่ยวที่ไม่ได้ตักบาตร ต่างสะพายกล้องแยกย้ายกันไปหามุมที่คิดว่าน่าจะถ่ายภาพได้ดีที่สุด


บรรยากาศบนถนนสักกะรินยามเช้ามืดจึงคึกคัก ไม่แตกต่างหรืออาจจะมากกว่าถนนริมโขงช่วงบ่ายหรือเย็นเลยทีเดียว


“นั่งประจำทีเลยนะครับ เดี่ยวพระจะเดินมาแล้ว จำไว้นะครับ ใส่แต่ข้าวเหนียวลงไปในบาตรอย่างเดียว ไม่ต้องใส่อย่างอื่น”เสียงไกด์คนเดิมตะโกนบอกกับลูกทัวร์
.....





ตีห้าสิบห้านาที บนถนนเจ้าสมพูซึ่งห่างจากถนนสักกะรินชั่วเดินไม่ถึง 10 นาที ยังเงียบสงบ เสียงกลองจากวัดหมื่นนา สมพูอารามดังขึ้น บ่งบอกสัญญานว่าพระสงฆ์และสามเณรกำลังเตรียมตัวออกจากวัดเพื่อบินฑบาตกันแล้ว


ตามตรอก ซอกซอย มีชาวบ้านทยอยเดินออกมาอย่างเงียบๆ เป็นกลุ่มๆ แล้วมารวมตัวนั่งเรียงแถวกันอย่างเป็นระเบียบเยื้องๆประตูทางเข้าวัด ตรงข้ามทางแยกตัดกับถนนสีสัตตะนาก ทางไปสู่ขัวข้ามแม่น้ำคานเก่า


ชาวบ้านที่มาส่วนใหญ่สูงอายุ มีทั้งหญิงและชาย ผู้หญิงนุ่งซิ่น มีผ้าแพรเบี่ยงหรือสไบเฉียงพาดไหล่ ส่วนผู้ชายนุ่งกางเกงขายาวมีผ้าพาดไหล่เช่นกัน ทุกคนมาตั้งแถวนั่งรอพระด้วยความสงบ เสียงคุยกันเบาๆพอให้ได้ยินเพียง 2 คน บางคนยกขันที่ใส่กระติ๊บข้าวเหนียวไว้ข้างในขึ้นจรดหน้าผากเพื่ออธิษฐาน




ห่างจากแยกนี้ไปทางวัดวิชุนนะราดประมาณ 50 เมตร แม่ตู้ผู้หนึ่งยกเก้าอี้ตัวเล็กๆออกมานั่งหน้าบ้าน มืออีกข้างถือตะกร้าที่มีกระติ๊บข้าวเหนียวอยู่ข้างใน ถัดจากบ้านแม่ตู้ไปอีก 2-3 ช่วงตึก หญิงสาว 4 คน นำเสื่อมาปูกับพื้นฟุตบาธ แล้วนั่งเรียงแถวในระยะห่างที่เท่ากัน





ตลอดถนนเจ้าสมพูจนถึงสามแยกวัดวิชุนนะราด สามารถพบเห็นชาวบ้านทยอยออกมานั่งเรียงแถวรอเป็นจุดๆ มีทั้งหญิงชาย ทั้งหนุ่มสาวและสูงอายุ รวมถึงเด็กน้อย ทุกคนแต่งตัวตามประเพณีในการตักบาตรเหมือนกันหมด


ไม่ถึงตีห้าครึ่ง เริ่มมีพระสงฆ์ สามเณร เดินเรียงเป็นแถวมาจากทิศต่างๆ เมื่อขบวนพระมาถึงแถวของชาวบ้านก็เข้าไปรับบิณฑบาตอย่างสงบแล้วก็เดินจากไป




บางครั้งมีขบวนของพระ 2 ขบวนเดินมาจากทิศตรงข้ามกัน ขบวนที่มาทีหลังจะหยุดรอให้พระในขบวนแรกบิณฑบาตเสร็จแล้ว จึงค่อยเดินเข้าไปยังแถวของชาวบ้าน


ประเมินจากสายตา จำนวนพระสงฆ์ และสามเณรที่มาเดินบิณฑบาตในบริเวณนี้มีประมาณ 8-9 ขบวน แต่ละขบวนมีพระสงฆ์ สามเณรประมาณ 8-15 รูป




ในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง พระเณรทุกขบวนก็เดินผ่านถนนเจ้าสมพูเพื่อไปบิณฑบาตยังจุดอื่นของเมือง ชาวบ้านซึ่งดูเหมือนจะรู้ว่าคงไม่มีพระมาให้ตักบาตรอีกแล้ว ค่อยๆเก็บพับเสื่อ และข้าวของที่วางอยู่บนพื้น แยกย้ายกันเดินกลับเข้าไปในซอย


เกือบครึ่งชั่วโมงที่ได้เฝ้ามองการบิณฑบาตและการตักบาตรของชาวบ้าน เสียงที่ได้ยินมีเพียงเสียงรถราที่ขับผ่านถนนเจ้าสมพูซึ่งมีเพียงไม่กี่คัน ดูเป็นการตักบาตรที่สงบ เงียบ เรียบง่าย สะท้อนวิถีพุทธของชาวเมืองหลวงพระบางอย่างแท้จริง โดยไม่มีสิ่งแปลกปลอมใดเข้ามาเจือปน
.....




กิจกรรมเดียวกัน เกิดขึ้นในเวลาใกล้เคียงกัน ในจุดที่ห่างกันไม่ถึงกิโลเมตร แต่ให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันสุดขั้ว


ผู้ที่ได้ไปชมการตักบาตรข้าวเหนียวบนถนนสักกะรินของหลวงพระบาง  แม้ว่าทุกคนล้วนประทับใจกับวัฒนธรรมชาวพุทธที่สะท้อนออกมาเป็นประเภณีอันสวยสดงดงามจนยากที่จะลืมเลือน


แต่เนื่องจากระยะหลัง เมื่อธุรกิจการท่องเที่ยวได้เข้าไปมีบทบาทต่อวิถีชีวิตของชาวเมืองที่เป็นมรดกโลกแห่งนี้มากขึ้น ประเพณีตักบาตรข้าวเหนียวบนถนนสายนี้ ได้ถูกบริบทของการท่องเที่ยวสอดแทรกเข้าไปจนหลายคนรู้สึกว่าไม่ค่อยเป็นธรรมชาติ


เสียงพูดคุยที่ค่อนข้างดังของนักท่องเที่ยวจำนวนมาก เสียงตะโกนโหวกเหวกของไกด์บางคนที่คอยเจ้ากี้เจ้าการกับลูกทัวร์ของตนเอง การแก่งแย่งพื้นที่ในการบันทึกภาพ หลายคนวิ่งไปดักรอขบวนพระ และวิ่งตามขบวนพระไปตลอดเส้นทาง


สิ่งเหล่านี้ บั่นทอนความสวยงามของประเพณีลงไปพอสมควร


การได้เห็นและเผ้ามองการตักบาตรของคนท้องถิ่นหลวงพระบางในสถานที่อื่นซึ่งไม่ใช่บนถนนสักกะริน จึงถือเป็นโอกาสและความโชคดีที่ได้พบกับวิถีซึ่งยังคงความดั้งเดิมที่สงบเรียบ สวยงาม ปราศจากบริบทของการท่องเที่ยวเข้ามาเกี่ยวข้อง
.....


ที่เล่ามาทั้งหมด ไม่ได้ต้องการชักชวนให้ทุกคนที่ได้ไปหลวงพระบาง ต้องออกไปตระเวน เดินตามย่านชุมชนต่างๆช่วงเช้ามืด เพื่อชื่นชมบรรยากาศการตักบาตรของชาวบ้านด้วยกันทั้งหมดนะครับ


เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น สิ่งที่จะตามมาในอนาคต บนถนนสายต่างๆที่มีพระภิกษุเดินไปรับบิณฑบาต อาจไม่แตกต่างจากปรากฏการณ์ที่ได้เกิดขึ้นบนถนนนสักกะรินมาแล้ว


กิจกรรมบนถนนสักกะรินถือเป็นสัญลักษณ์ของเมืองหลวงพระบางไปแล้ว ก็ต้องปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ


เพียงแต่อยากแนะนำว่า หากมีโอกาสไปเที่ยวหลวงพระบาง ลองฉีกตัวออกจากคณะทัวร์ดูสักเช้าหนึ่ง แล้วเดินไปตามถนนแบบเงียบๆ ค่อยๆชื่นชม เก็บภาพบรรยากาศการตักบาตรแบบดั้งเดิมของชาวบ้านแบบสงบ


หากอยากถ่ายภาพ บันทึกภาพ ควรกระทำโดยไม่โฉ่งฉ่างหลีกเลี่ยงการรบกวนทั้งพระภิกษุสงฆ์ และชาวบ้านที่มาตักบาตร



คุณอาจจะได้รับความประทับใจเพิ่มขึ้นในอีกรูปแบบหนึ่ง.....

วันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ไหว้พระธาตุที่หลวงน้ำทา

ลมหนาวทางภาคเหนือของไทยตอนนี้เข้าสู่ช่วงนับถอยหลัง รอพัดผ่านไป เพื่อหวนกลับมาใหม่อีกครั้งในช่วงปลายปี

ปีนี้หน้าหนาวในภาคเหนืออุ่นกว่าเมื่อปีที่แล้ว อุณหภูมิในตัวเมืองเชียงใหม่ตอนเช้า ต่ำสุดอยู่ประมาณ 15-17 องศา ต่างจากหนาวที่แล้ว ที่ตื่นเช้ามาต้องเจอกับอากาศหนาวเย็นระดับ 10-12 องศา เรียกว่าต้องนั่งตากแดดดื่มกาแฟเลยทีเดียว

แต่หนาวที่แล้ว ผมก็ยังอุตส่าห์ดั้นด้นไปหาสถานที่ที่หนาวเย็นกว่าเชียงใหม่

เทศกาลคริสต์มาสปี 2556 ผมหนีขบวนนักท่องเที่ยวที่แห่ขึ้นมาสัมผัสอากาศเย็นทางภาคเหนือ เพื่อไปยังที่ซึ่งสงบกว่า.....เมืองหลวงน้ำทา

หลวงน้ำทาเป็นแขวงทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของ สปป.ลาว อยู่ติดชายแดนจีน แม้ไม่ใช่แขวงที่อยู่เหนือสุด แต่กระนั้นก็ตาม ในตัวเมืองหลวงน้ำทาก็หนาวเย็นกว่าเชียงใหม่มาก อุณภูมิช่วงเช้าตรู่อยู่ไม่เกิน 5 องศา และมีหมอกปกคลุมทั่วตัวเมืองจนถึงช่วงสาย

ชาวหลวงน้ำทาเป็นคนที่มีความใกล้ชิดกับคนในภาคเหนือของไทย ตามประวัติแล้ว คนที่มาบุกเบิกสร้างเมืองหลวงน้ำทาเมื่อ 400 กว่าปีก่อน คือชาวเชียงแสนที่อพยพหนีภัยสงครามระหว่างอยุธยากับพม่า มายังดินแดนแห่งนี้


การเดินทางจากเชียงใหม่ไปหลวงน้ำทาโดยทางรถยนต์นั้นไม่ยาก หลังข้ามแม่น้ำโขงด้วยสะพานมิตรภาพไทย-ลาวที่เชียงของ ขับรถไปตามถนนสาย R3a ประมาณ 200 กิโลเมตร ก็จะพบกับทางแยกซ้ายมือเพื่อเข้าสู่ตัวเมือง

ถนนสาย R3a สภาพค่อนข้างดี แม้เส้นทางส่วนใหญ่อยู่บนเขา แต่ก็กว้างขวางพอ ไม่อันตรายมากหากไม่ประมาท หรือขับรถเร็วเกินไป

ที่ต้องระวังคือสัตว์เลี้ยงของชาวบ้านที่อยู่รายทาง โดยเฉพาะลูกหมูที่มักวิ่งข้ามถนนตัดหน้า แต่ที่น่าห่วงกว่า คือรถบรรทุกน้ำมันจากไทยที่ขับเร็วมาก รวมถึงรถของคนจีนที่ใช้เส้นทางนี้สัญจรขึ้น-ล่องระหว่างสิบสองปันนา เชียงราย เชียงใหม่ เพราะมักขับรถแบบตามใจฉัน ไม่ค่อยสนใจกฏจราจรเท่าใดนัก


ก่อน 8 โมงเช้าเมื่อหมอกเริ่มจาง ในตัวเมืองหลวงน้ำทา จะเห็นภาพของเด็กๆขี่จักรยานหรือมอเตอร์ไซค์ไปโรงเรียน ด้วยอากาศที่หนาวเย็น พวกเขาหรือเธอต้องแต่งชุดรัดกุม ทั้งเสื้อหนาว หมวก ถุงมือ บางคนสวมหมวกคลุมหน้า ท่าทางแต่ละคนระหว่างขี่มอเตอร์ไซค์ เห็นได้ชัดว่าหนาวมาก

เมืองหลวงน้ำทาไม่ใหญ่นัก ตัวเมืองวางผังเป็นตารางเลขาคณิตเหมือนกับหลายเมืองในลาว เมื่อเดินเล่นในตัวเมืองไม่น่าจะหลง เพราะเมื่อเลี้ยววนไปตามแยกต่างๆ ถ้าไม่ซิกแซกมากเกินไป ก็จะย้อนกลับมาที่เดิมได้ง่ายๆ

ในเขตตัวเมืองค่อนข้างสงบ มีสถานที่ท่องเที่ยวไม่มากนัก จุดที่นักท่องเที่ยวนิยมไป คือพระธาตุซึ่งมีอยู่ 2 องค์


พระธาตุองค์แรกคือพระธาตุปุมปุก เป็นพระธาตุเก่าแก่ ตั้งอยู่บนยอดเขาห่างจากตัวเมืองหลวงน้ำทา(เดิม) ไปทางทิศตะวันตกประมาณ 3 กิโลเมตร

วิกิพีเดียหัวข้อรายชื่อพระธาตุเจดีย์ ระบุว่าพระธาตุปุมปุกเป็นพระธาตุที่“บรรจุพระบรมธาตุส่วนก้นกบ”


จากศิลาจารึกเจดียสิริวัดทะนา ซึ่งบันทึกไว้เมื่อ พ.ศ.2506 ระบุว่า พระธาตุปุมปุกถูกสร้างขึ้นในสมัยที่สมเด็จพระเจ้าสุทโททะนะทัมมิกราช เป็นเจ้าปกครองเมืองหลวงน้ำทา เมื่อ พ.ศ.2171 โดยวันขึ้น 6 ค่ำ เดือนยี่ ปีเบิกไส้ จุลศักราชได้ 990 ตัว เป็นวันที่ได้ฉลองพระธาตุองค์นี้

จารึกยังระบุอีกว่า ต่อมาภายหลังปรากฏว่าองค์พระธาตุได้พังทลายลง เหลือแต่เพียงเศษอิฐและมีต้นไม้ปกคลุมเต็มไปหมด ชาวเมืองจึงได้ร่วมกันการสร้างพระธาตุองค์ใหม่ครอบพระธาตุองค์เดิม

อย่างไรก็ตาม พระธาตุปุมปุกองค์ที่ 2 ที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ ก็ต้องพังทลายลงอีกครั้ง เนื่องจากโดนระเบิดของสหรัฐอเมริกาที่ทิ้งลงมาแบบปูพรมในเมืองหลวงน้ำทา ช่วงสงครามเวียดนาม ทำให้ตัวเมืองเดิมเสียหายอย่างหนักมิอาจซ่อมแซมได้ ชาวหลวงน้ำทาต้องย้ายมาสร้างเมืองใหม่ทางทิศเหนือจากตัวเมืองเดิมประมาณ 7 กิโลเมตร

เมื่อสถานการณ์ในลาวกลับสู่สภาพปกติ ใน พ.ศ.2545 ชาวเมืองหลวงน้ำทาจึงได้ร่วมแรงศรัทธาสร้างพระธาตุปุมปุกองค์ที่ 3 ขึ้น โดยยังคงรูปแบบของพระธาตุองค์เดิม แต่คราวนี้ มิได้สร้างครอบพระธาตุองค์เดิม แต่เป็นการสร้างพระธาตุองค์ที่ 3 ขึ้นเคียงข้างซากส่วนที่เหลือของพระธาตุองค์เดิม ซึ่งถูกระเบิดเสียหาย เพื่อให้คนที่ขึ้นไปกราบไหว้ได้เห็นเป็นอุทธาหรณ์ของพิษภัยจากสงคราม


การขึ้นไปสักการะพระธาตุปุมปุกสามารถไปได้ทั้งทางรถ โดยตรงเชิงเขาเยื้องขึ้นไปทางทิศเหนือขององค์พระธาตุประมาณ 2-300 เมตร มีถนนแคบๆ ค่อนข้างชัน ระยะทางเกือบ 1 กิโลเมตร ผมไปครั้งล่าสุดเมื่อปลายเดือนมกราคม 2557 ยังเป็นทางลูกรัง เป็นหลุม เป็นร่อง อาจลำบากหน่อยสำหรับรถเก๋ง แต่หากเป็นรถกระบะแล้วสบายมาก ค่อยๆไต่ตามทางเส้นนี้ขึ้นไปครู่เดียวก็ถึงลานจอดรถหลังองค์พระธาตุพอดี

อีกทางหนึ่งคือการเดิน โดยที่เชิงเขาด้านหน้าองค์พระธาตุมีบันไดนาคสูงพอสมควร เหมาะสำหรับคนที่ศรัทธาแรงกล้า และพอมีเรี่ยวแรงอยู่บ้าง เพราะการเดินขึ้นไปกราบพระธาตุสามารถเรียกเหงื่อได้ดีทีเดียว

ตรงจุดที่ตั้งซากของพระธาตุปุมปุกองค์เก่าเป็นเหมือนจุดชมวิว จากจุดนี้เมื่อมองลงไป จะเห็นท้องนาอันกว้างใหญ่ของเมืองหลวงน้ำทาและบริเวณที่เคยเป็นเมืองหลวงน้ำทาเก่า ซึ่งถูกระเบิดจนเกือบราบในสมัยสงครามเวียดนามได้เกือบ 180 องศา


พระธาตุอีกองค์หนึ่ง คือพระธาตุหลวงน้ำทา เป็นพระธาตุที่เพิ่งสร้างขึ้นใหม่เมื่อประมาณ 10 ปีมานี้เอง โดยเป็นความร่วมมือชาวเมืองหลวงน้ำทาและเมืองใกล้เคียง ระดมเงินทุนเพื่อสร้างองค์พระธาตุขึ้นเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2547 สร้างเสร็จเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2551


องค์พระธาตุตั้งอยู่บนเนินเขาทางทิศเหนือของเมือง บริเวณด้านหลังองค์พระธาตุ ยังมีพระพุทธรูปประจำวันเกิด พระพุทธรูปปางไสยาสน์ขนาดใหญ่เพื่อให้ประชาชนได้กราบไหว้ และยังมีถ้ำฤาษี

บนยอดเนินซึ่งประดิษฐานองค์พระธาตุ มีมุมที่สามารถมองเห็นตัวเมืองหลวงน้ำทาปัจจุบันได้เกือบทั้งหมด เรียกว่าเป็นจุดชมวิวของเมืองเลยก็ได้ หรือในมุมกลับกัน เวลาเดินเล่นอยู่ในตัวเมืองหลวงน้ำทา จากหลายจุดของตัวเมือง เมื่อมองไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ จะเห็นองค์พระธาตุสีทองอร่ามเด่นสง่าอยู่กลางภูเขา

ด้านหน้าองค์พระธาตุ มีรูปปั้น 3 ชนเผ่า เป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกเอกลักษณ์ของเมืองหลวงน้ำทาว่าเป็นเมืองที่ประกอบด้วยหลายชนเผ่าที่อาศัยอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน ถือเป็นจุดเด่นด้านการท่องเที่ยวของเมืองหลวงน้ำทา โดยเฉพาะฝรั่งที่ชอบมาเที่ยวชมวิถีชีวิตของชาวบ้านที่เป็นชนเผ่าต่างๆ ตามหมู่บ้านที่อยู่ห่างตัวเมืองออกไป รวมถึงการท่องเที่ยวเชิงผจญภัย อย่างเช่นการล่องแก่ง ล่องแพตามลำน้ำทา

นอกจากพระธาตุปุมปุกและพระธาตุหลวงน้ำทาแล้ว ตลาดกลางเมืองหลวงน้ำทาก็ถือเป็นอีกแห่งที่หนึ่งที่นักท่องเที่ยวนิยมไปเดินดูวิถี-การใช้ชีวิตของคนที่นี่

ตลาดแห่งนี้ เมื่อไม่กี่ปีก่อนเป็นเพียงตลาดเช้า แต่ภายหลังที่เริ่มมีคนเดินทางไปที่หลวงน้ำทามากขึ้น เวลาค้าขายก็เริ่มขยาย จนปัจจุบันเป็นตลาดที่เปิดขายตั้งแต่เช้าถึงเย็น

สินค้าที่ขายส่วนใหญ่เป็นผลิตผลทางการเกษตร ผัก อาหาร เนื้อสัตว์ ไข่ ตลอดจนสินค้าที่จำเป็นต้องใช้ในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ อาคารพาณิชย์รอบๆตลาด ยังมีร้านขายเครื่องมือ เครื่องใช้ จักรกลทางการเกษตร ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นพ่อค้าจากจีนมาเช่าเปิดร้านเพื่อนำสินค้าจากจีนเข้ามาขาย








คนที่มาเดิน นอกจากชาวเมืองหลวงน้ำทาเองแล้ว ชนเผ่าต่างๆที่อาศัยอยู่ห่างจากตัวเมืองออกไป ก็ต้องมาจับจ่ายซื้อสินค้าจำพวกเสื้อผ้าอาหารจากที่นี่ รวมถึงนักท่องเที่ยว ทำให้บริเวรตลาดเมืองหลวงน้ำทาค่อนข้างคึกคักพอสมควร



อีกสถานที่ซึ่งถือเป็นจุดเด่นของหลวงน้ำทา ที่นักท่องเที่ยวทุกคนเมื่อได้ไปเยือนเมืองแห่งนี้แล้วไม่อาจพลาดได้...ตลาดกลางคืน


ด้วยความที่หลวงน้ำทาเป็นเมืองที่สงบ วิถีชีวิตผู้คนเรียบง่าย ชาวหลวงน้ำทาส่วนใหญ่พอถึง 2 ทุ่มก็ปิดบ้านเตรียมตัวนอนกันแล้ว ดังนั้น ตั้งแต่ 2 ทุ่มครึ่งเป็นต้นไปเมืองหลวงน้ำทาจึงเงียบ มีร้านรวงเปิดค้าขายน้อยมาก โดยเฉพาะสถานบันเทิงแบบเมืองท่องเที่ยวทั่วไปแทบไม่พบเห็น

ถือเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของเมืองหลวงน้ำทา

แต่ด้วยความที่หลวงน้ำทาเป็นเมืองท่องเที่ยว สถานที่ท่องเที่ยวส่วนใหญ่อยู่ห่างจากตัวเมืองออกไป ตลาดกลางคืนจึงกลายเป็นที่สำหรับรองรับนักท่องเที่ยวซึ่งพักค้างแรมอยู่ในตัวเมือง ได้มีโอกาสออกไปเดินดูชีวิตยามราตรีของผู้คนในตัวเมืองได้เป็นอย่างดี

ตลาดแห่งนี้ เริ่มเปิดขายตั้งแต่เวลา 16.30 น.จนถึง 5 ทุ่มครึ่ง


หากมีโอกาส ลองไปเที่ยวหลวงน้ำทาดูสักครั้งนะครับ...

วันพุธที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ลำนำ...ลำน้ำโขง

ปฐมบทของบล๊อกนี้ ขอนำเสนอในรูปแบบวิดีโอคลิป ที่ได้เรียงร้อยภาพ สถานที่ วิถี ผู้คน บน 2 ฝั่งโขง ไล่เรียงลำดับตามเส้นทางไหลของลำน้ำสายนี้

เรื่องราวหลากหลายของผู้คน 2 ฝั่งลำน้ำโขงในแต่ละพื้นที่อาจมีความแตกต่าง แต่สิ่งหนึ่งที่คนในทุกพื้นที่ต่างยอมรับร่วมกัน...แม่น้ำโขงเป็นดั่งเส้นเลือด ที่หล่อเลี้ยงพวกเขาเหล่านั้น ให้มีชีวิตอยู่ได้อย่างสมบูรณ์


คลิปวิดีโอความยาว 10 นาทีครึ่งชุดนี้ คงพอจะทำให้เห็นภาพใหญ่ของสายน้ำโขงได้ในระดับหนึ่ง.....