ลมหนาวทางภาคเหนือของไทยตอนนี้เข้าสู่ช่วงนับถอยหลัง รอพัดผ่านไป
เพื่อหวนกลับมาใหม่อีกครั้งในช่วงปลายปี
ปีนี้หน้าหนาวในภาคเหนืออุ่นกว่าเมื่อปีที่แล้ว
อุณหภูมิในตัวเมืองเชียงใหม่ตอนเช้า ต่ำสุดอยู่ประมาณ 15-17 องศา ต่างจากหนาวที่แล้ว
ที่ตื่นเช้ามาต้องเจอกับอากาศหนาวเย็นระดับ 10-12 องศา เรียกว่าต้องนั่งตากแดดดื่มกาแฟเลยทีเดียว
แต่หนาวที่แล้ว ผมก็ยังอุตส่าห์ดั้นด้นไปหาสถานที่ที่หนาวเย็นกว่าเชียงใหม่
เทศกาลคริสต์มาสปี 2556 ผมหนีขบวนนักท่องเที่ยวที่แห่ขึ้นมาสัมผัสอากาศเย็นทางภาคเหนือ
เพื่อไปยังที่ซึ่งสงบกว่า.....เมืองหลวงน้ำทา
หลวงน้ำทาเป็นแขวงทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของ สปป.ลาว
อยู่ติดชายแดนจีน แม้ไม่ใช่แขวงที่อยู่เหนือสุด แต่กระนั้นก็ตาม
ในตัวเมืองหลวงน้ำทาก็หนาวเย็นกว่าเชียงใหม่มาก อุณภูมิช่วงเช้าตรู่อยู่ไม่เกิน 5 องศา
และมีหมอกปกคลุมทั่วตัวเมืองจนถึงช่วงสาย
ชาวหลวงน้ำทาเป็นคนที่มีความใกล้ชิดกับคนในภาคเหนือของไทย ตามประวัติแล้ว คนที่มาบุกเบิกสร้างเมืองหลวงน้ำทาเมื่อ
400 กว่าปีก่อน
คือชาวเชียงแสนที่อพยพหนีภัยสงครามระหว่างอยุธยากับพม่า มายังดินแดนแห่งนี้
การเดินทางจากเชียงใหม่ไปหลวงน้ำทาโดยทางรถยนต์นั้นไม่ยาก
หลังข้ามแม่น้ำโขงด้วยสะพานมิตรภาพไทย-ลาวที่เชียงของ ขับรถไปตามถนนสาย R3a ประมาณ 200 กิโลเมตร
ก็จะพบกับทางแยกซ้ายมือเพื่อเข้าสู่ตัวเมือง
ถนนสาย R3a สภาพค่อนข้างดี แม้เส้นทางส่วนใหญ่อยู่บนเขา
แต่ก็กว้างขวางพอ ไม่อันตรายมากหากไม่ประมาท หรือขับรถเร็วเกินไป
ที่ต้องระวังคือสัตว์เลี้ยงของชาวบ้านที่อยู่รายทาง
โดยเฉพาะลูกหมูที่มักวิ่งข้ามถนนตัดหน้า แต่ที่น่าห่วงกว่า คือรถบรรทุกน้ำมันจากไทยที่ขับเร็วมาก
รวมถึงรถของคนจีนที่ใช้เส้นทางนี้สัญจรขึ้น-ล่องระหว่างสิบสองปันนา เชียงราย
เชียงใหม่ เพราะมักขับรถแบบตามใจฉัน ไม่ค่อยสนใจกฏจราจรเท่าใดนัก
ก่อน 8 โมงเช้าเมื่อหมอกเริ่มจาง ในตัวเมืองหลวงน้ำทา จะเห็นภาพของเด็กๆขี่จักรยานหรือมอเตอร์ไซค์ไปโรงเรียน ด้วยอากาศที่หนาวเย็น พวกเขาหรือเธอต้องแต่งชุดรัดกุม ทั้งเสื้อหนาว หมวก ถุงมือ บางคนสวมหมวกคลุมหน้า ท่าทางแต่ละคนระหว่างขี่มอเตอร์ไซค์ เห็นได้ชัดว่าหนาวมาก
เมืองหลวงน้ำทาไม่ใหญ่นัก ตัวเมืองวางผังเป็นตารางเลขาคณิตเหมือนกับหลายเมืองในลาว
เมื่อเดินเล่นในตัวเมืองไม่น่าจะหลง เพราะเมื่อเลี้ยววนไปตามแยกต่างๆ ถ้าไม่ซิกแซกมากเกินไป
ก็จะย้อนกลับมาที่เดิมได้ง่ายๆ
ในเขตตัวเมืองค่อนข้างสงบ มีสถานที่ท่องเที่ยวไม่มากนัก
จุดที่นักท่องเที่ยวนิยมไป คือพระธาตุซึ่งมีอยู่ 2 องค์
พระธาตุองค์แรกคือพระธาตุปุมปุก
เป็นพระธาตุเก่าแก่ ตั้งอยู่บนยอดเขาห่างจากตัวเมืองหลวงน้ำทา(เดิม)
ไปทางทิศตะวันตกประมาณ 3 กิโลเมตร
วิกิพีเดียหัวข้อรายชื่อพระธาตุเจดีย์ ระบุว่าพระธาตุปุมปุกเป็นพระธาตุที่“บรรจุพระบรมธาตุส่วนก้นกบ”
จากศิลาจารึกเจดียสิริวัดทะนา
ซึ่งบันทึกไว้เมื่อ พ.ศ.2506 ระบุว่า
พระธาตุปุมปุกถูกสร้างขึ้นในสมัยที่สมเด็จพระเจ้าสุทโททะนะทัมมิกราช
เป็นเจ้าปกครองเมืองหลวงน้ำทา เมื่อ พ.ศ.2171 โดยวันขึ้น 6 ค่ำ เดือนยี่ ปีเบิกไส้
จุลศักราชได้ 990 ตัว เป็นวันที่ได้ฉลองพระธาตุองค์นี้
จารึกยังระบุอีกว่า
ต่อมาภายหลังปรากฏว่าองค์พระธาตุได้พังทลายลง
เหลือแต่เพียงเศษอิฐและมีต้นไม้ปกคลุมเต็มไปหมด
ชาวเมืองจึงได้ร่วมกันการสร้างพระธาตุองค์ใหม่ครอบพระธาตุองค์เดิม
อย่างไรก็ตาม
พระธาตุปุมปุกองค์ที่ 2 ที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ ก็ต้องพังทลายลงอีกครั้ง เนื่องจากโดนระเบิดของสหรัฐอเมริกาที่ทิ้งลงมาแบบปูพรมในเมืองหลวงน้ำทา
ช่วงสงครามเวียดนาม ทำให้ตัวเมืองเดิมเสียหายอย่างหนักมิอาจซ่อมแซมได้ ชาวหลวงน้ำทาต้องย้ายมาสร้างเมืองใหม่ทางทิศเหนือจากตัวเมืองเดิมประมาณ
7 กิโลเมตร
เมื่อสถานการณ์ในลาวกลับสู่สภาพปกติ
ใน พ.ศ.2545 ชาวเมืองหลวงน้ำทาจึงได้ร่วมแรงศรัทธาสร้างพระธาตุปุมปุกองค์ที่ 3
ขึ้น โดยยังคงรูปแบบของพระธาตุองค์เดิม แต่คราวนี้ มิได้สร้างครอบพระธาตุองค์เดิม
แต่เป็นการสร้างพระธาตุองค์ที่ 3 ขึ้นเคียงข้างซากส่วนที่เหลือของพระธาตุองค์เดิม
ซึ่งถูกระเบิดเสียหาย
เพื่อให้คนที่ขึ้นไปกราบไหว้ได้เห็นเป็นอุทธาหรณ์ของพิษภัยจากสงคราม
การขึ้นไปสักการะพระธาตุปุมปุกสามารถไปได้ทั้งทางรถ โดยตรงเชิงเขาเยื้องขึ้นไปทางทิศเหนือขององค์พระธาตุประมาณ 2-300 เมตร มีถนนแคบๆ ค่อนข้างชัน ระยะทางเกือบ 1 กิโลเมตร ผมไปครั้งล่าสุดเมื่อปลายเดือนมกราคม 2557 ยังเป็นทางลูกรัง เป็นหลุม เป็นร่อง อาจลำบากหน่อยสำหรับรถเก๋ง แต่หากเป็นรถกระบะแล้วสบายมาก ค่อยๆไต่ตามทางเส้นนี้ขึ้นไปครู่เดียวก็ถึงลานจอดรถหลังองค์พระธาตุพอดี
อีกทางหนึ่งคือการเดิน โดยที่เชิงเขาด้านหน้าองค์พระธาตุมีบันไดนาคสูงพอสมควร
เหมาะสำหรับคนที่ศรัทธาแรงกล้า และพอมีเรี่ยวแรงอยู่บ้าง เพราะการเดินขึ้นไปกราบพระธาตุสามารถเรียกเหงื่อได้ดีทีเดียว
ตรงจุดที่ตั้งซากของพระธาตุปุมปุกองค์เก่าเป็นเหมือนจุดชมวิว
จากจุดนี้เมื่อมองลงไป จะเห็นท้องนาอันกว้างใหญ่ของเมืองหลวงน้ำทาและบริเวณที่เคยเป็นเมืองหลวงน้ำทาเก่า
ซึ่งถูกระเบิดจนเกือบราบในสมัยสงครามเวียดนามได้เกือบ 180 องศา
พระธาตุอีกองค์หนึ่ง คือพระธาตุหลวงน้ำทา เป็นพระธาตุที่เพิ่งสร้างขึ้นใหม่เมื่อประมาณ 10 ปีมานี้เอง โดยเป็นความร่วมมือชาวเมืองหลวงน้ำทาและเมืองใกล้เคียง ระดมเงินทุนเพื่อสร้างองค์พระธาตุขึ้นเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2547 สร้างเสร็จเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2551
องค์พระธาตุตั้งอยู่บนเนินเขาทางทิศเหนือของเมือง
บริเวณด้านหลังองค์พระธาตุ ยังมีพระพุทธรูปประจำวันเกิด พระพุทธรูปปางไสยาสน์ขนาดใหญ่เพื่อให้ประชาชนได้กราบไหว้
และยังมีถ้ำฤาษี
บนยอดเนินซึ่งประดิษฐานองค์พระธาตุ
มีมุมที่สามารถมองเห็นตัวเมืองหลวงน้ำทาปัจจุบันได้เกือบทั้งหมด
เรียกว่าเป็นจุดชมวิวของเมืองเลยก็ได้ หรือในมุมกลับกัน เวลาเดินเล่นอยู่ในตัวเมืองหลวงน้ำทา
จากหลายจุดของตัวเมือง เมื่อมองไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ จะเห็นองค์พระธาตุสีทองอร่ามเด่นสง่าอยู่กลางภูเขา
ด้านหน้าองค์พระธาตุ มีรูปปั้น 3 ชนเผ่า เป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกเอกลักษณ์ของเมืองหลวงน้ำทาว่าเป็นเมืองที่ประกอบด้วยหลายชนเผ่าที่อาศัยอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน ถือเป็นจุดเด่นด้านการท่องเที่ยวของเมืองหลวงน้ำทา โดยเฉพาะฝรั่งที่ชอบมาเที่ยวชมวิถีชีวิตของชาวบ้านที่เป็นชนเผ่าต่างๆ ตามหมู่บ้านที่อยู่ห่างตัวเมืองออกไป รวมถึงการท่องเที่ยวเชิงผจญภัย อย่างเช่นการล่องแก่ง ล่องแพตามลำน้ำทา
นอกจากพระธาตุปุมปุกและพระธาตุหลวงน้ำทาแล้ว
ตลาดกลางเมืองหลวงน้ำทาก็ถือเป็นอีกแห่งที่หนึ่งที่นักท่องเที่ยวนิยมไปเดินดูวิถี-การใช้ชีวิตของคนที่นี่
ตลาดแห่งนี้ เมื่อไม่กี่ปีก่อนเป็นเพียงตลาดเช้า
แต่ภายหลังที่เริ่มมีคนเดินทางไปที่หลวงน้ำทามากขึ้น เวลาค้าขายก็เริ่มขยาย
จนปัจจุบันเป็นตลาดที่เปิดขายตั้งแต่เช้าถึงเย็น
สินค้าที่ขายส่วนใหญ่เป็นผลิตผลทางการเกษตร ผัก อาหาร เนื้อสัตว์ ไข่ ตลอดจนสินค้าที่จำเป็นต้องใช้ในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ อาคารพาณิชย์รอบๆตลาด ยังมีร้านขายเครื่องมือ เครื่องใช้ จักรกลทางการเกษตร ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นพ่อค้าจากจีนมาเช่าเปิดร้านเพื่อนำสินค้าจากจีนเข้ามาขาย
อีกสถานที่ซึ่งถือเป็นจุดเด่นของหลวงน้ำทา
ที่นักท่องเที่ยวทุกคนเมื่อได้ไปเยือนเมืองแห่งนี้แล้วไม่อาจพลาดได้...ตลาดกลางคืน
ด้วยความที่หลวงน้ำทาเป็นเมืองที่สงบ วิถีชีวิตผู้คนเรียบง่าย
ชาวหลวงน้ำทาส่วนใหญ่พอถึง 2 ทุ่มก็ปิดบ้านเตรียมตัวนอนกันแล้ว ดังนั้น ตั้งแต่ 2 ทุ่มครึ่งเป็นต้นไปเมืองหลวงน้ำทาจึงเงียบ
มีร้านรวงเปิดค้าขายน้อยมาก โดยเฉพาะสถานบันเทิงแบบเมืองท่องเที่ยวทั่วไปแทบไม่พบเห็น
ถือเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของเมืองหลวงน้ำทา
แต่ด้วยความที่หลวงน้ำทาเป็นเมืองท่องเที่ยว
สถานที่ท่องเที่ยวส่วนใหญ่อยู่ห่างจากตัวเมืองออกไป ตลาดกลางคืนจึงกลายเป็นที่สำหรับรองรับนักท่องเที่ยวซึ่งพักค้างแรมอยู่ในตัวเมือง
ได้มีโอกาสออกไปเดินดูชีวิตยามราตรีของผู้คนในตัวเมืองได้เป็นอย่างดี
ตลาดแห่งนี้ เริ่มเปิดขายตั้งแต่เวลา 16.30 น.จนถึง 5 ทุ่มครึ่ง
หากมีโอกาส ลองไปเที่ยวหลวงน้ำทาดูสักครั้งนะครับ...



ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น